1131127
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
17
1090
17
1127620
1524
10426
1131127

Your IP: 192.168.2.69
2022-07-03 00:30

กสร. ชี้แจงนายจ้างที่กำหนดมาตรการเกี่ยวกับการปฏิบัติตนเพื่อความปลอดภัยจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ในบริษัท แม้จะมีวัตถุประสงค์ในการกำหนดมาตรการความปลอดภัยเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อของลูกจ้าง แต่ถ้าข้อกำหนดนั้นสร้างภาระแก่ลูกจ้างเกินสมควร ลูกจ้างมีสิทธิคัดค้านนายจ้างได้

     นางโสภา เกียรตินิรชา รองอธิบดีและโฆษกกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า ตามที่มีข่าวว่าบริษัทแห่งหนึ่งได้มีประกาศเกี่ยวกับการปฏิบัติตนเพื่อความปลอดภัยจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) หากพบว่าพนักงานผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำตามประกาศของบริษัท จนเป็นเหตุให้พนักงานติดเชื้อ และทำให้พนักงานอื่นต้องหยุดงานกักตัว บริษัทจะลงโทษทางวินัย โดยการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร งดการพิจารณาปรับเงินเดือน 1 ปี และงดการพิจารณาจ่ายโบนัส 1 ปี แม้นายจ้างจะมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดมาตรการความปลอดภัยต่อสุขภาพและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อของลูกจ้าง แต่เมื่อพิจารณาประเด็นที่ว่า หากลูกจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งประกาศดังกล่าว บริษัทจะลงโทษโดยการงดการปรับเงินเดือนหรืองดการจ่ายโบนัส ซึ่งการปรับเงินเดือนประจำปีและการจ่ายโบนัส เป็นสวัสดิการและสิทธิประโยชน์นอกเหนือจากที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนด ลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับมากน้อยเพียงใดจึงขึ้นกับเงื่อนไขหลักเกณฑ์ที่แต่ละสถานประกอบกิจการเป็นผู้กำหนด ก็ถือเป็นสภาพการจ้างที่ผูกพันให้ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติต่อกันตามข้อตกลงนั้น ดังนั้น หากนายจ้างนำเงื่อนไขการกระทำผิดของลูกจ้างมาเป็นหลักเกณฑ์ในการงดการปรับเงินเดือน หรืองดจ่ายโบนัส ซึ่งไม่เคยมีการกำหนดหลักเกณฑ์เช่นนี้มาก่อน ย่อมเป็นการสร้างหลักเกณฑ์เงื่อนไขใหม่ที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งทำให้ลูกจ้างที่มีคุณสมบัติได้รับการพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนและโบนัสตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขเดิม จะต้องถูกงดการพิจารณาปรับเงินเดือน 1 ปี หรืองดการพิจารณาจ่ายโบนัส 1 ปี การลงโทษดังกล่าวเช่นนี้ ย่อมเป็นการไม่ชอบและไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณต่อลูกจ้าง หากนายจ้างนำหลักเกณฑ์นี้มาใช้ ลูกจ้างมีสิทธิโต้แย้งคัดค้านนายจ้างได้ และหากนายจ้างไม่ปรับหรือ จ่ายสิทธิประโยชน์ตามหลักเกณฑ์เดิมที่กำหนดไว้ ลูกจ้างสามารถใช้สิทธิกับทางศาลต่อไปได้

     โฆษก กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า หากนายจ้างได้กำหนดระเบียบหรือคำสั่งที่สร้างภาระแก่ลูกจ้างเกินสมควรหรือทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ศาลแรงงานมีอำนาจสั่งให้ระเบียบหรือคำสั่งนั้นมีผลบังคับใช้ได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ตามมาตรา 14/1 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ทางวิชาการว่าด้วยความปลอดภัยทางรังสีในสถานประกอบกิจการ ร่วมกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ มุ่งยกระดับความปลอดภัยทางรังสีในสถานประกอบกิจการเพื่อให้เกิดความปลอดภัยทั้งต่อลูกจ้าง ประชาชน และสิ่งแวดล้อม

นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวหลังลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการว่าด้วยความปลอดภัยทางรังสีในสถานประกอบกิจการ ร่วมกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ผ่านระบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2564 ว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กำหนดเป้าหมายในการขับเคลื่อนนโยบาย Safety Thailand โดยดำเนินการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อยกระดับการกำกับดูแลและการดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยของแรงงานและของประเทศไทยให้ยั่งยืน การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการว่าด้วยความปลอดภัยทางรังสีในสถานประกอบกิจการ ร่วมกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในครั้งนี้ เพื่อผสานความร่วมมือระหว่างกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ทั้งด้านวิชาการ ด้านกฎหมาย ด้านการพัฒนาบุคลากร ด้านระบบฐานข้อมูล เพื่อสนับสนุน แลกเปลี่ยนและบูรณาการข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการด้านแรงงานในสถานประกอบกิจการที่ครอบครองและใช้งานวัสดุกัมมันตรังสีและเครื่องกำเนิดรังสี รวมทั้งข้อมูลรายงานการตรวจสอบความปลอดภัยของสถานประกอบกิจการ อีกทั้งการติดตามข้อมูลแนวโน้มการจ้างแรงงาน เพื่อเฝ้าระวังการเลิกจ้างแรงงานและการละทิ้งวัสดุกัมมันตรังสีและเครื่องกำเนิดรังสีในการครอบครอง และทำให้เกิดการแปลงสภาพสารกัมมันตรังสีและเครื่องกำเนิดรังสี ซึ่งจะเป็นอันตรายกับประชาชนและสิ่งแวดล้อม และด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยและจัดการเหตุฉุกเฉินทางรังสี

อธิบดี กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการบูรณาการของสองหน่วยงานภาครัฐในการขับเคลื่อนนโยบาย Safety Thailand เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและประสานงานระหว่างกัน ในการพัฒนาความปลอดภัยทางรังสีในสถานประกอบกิจการของประเทศไทยในทุก ๆ มิติ ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน สามารถติดต่อสอบถามได้ที่กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โทร 02 448 9128-39 หรือโทรศัพท์สายด่วน 1546 หรือ 1506 กด 3