78422bb61722898b78547ccf40fccf7a.jpg

1982913948a9413813454ed43f650774.jpg

dbaff1135cd23a8f295d4f9037e80bdd.jpg

11f80463619f836f3318a82740eeedb0.jpg

126759
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
341
1601
8442
106517
36725
49443
126759

Your IP: 192.168.2.69
2018-02-23 04:38

ประวัติ

Post on 03 ธันวาคม 2558
by Super User
ฮิต: 120

คำขวัญจังหวัดแม่ฮ่องสอน

หมอกสามฤดู กองมูเสียดฟ้า

ป่าเขียวขจี ผู้คนดี

ประเพณีงาม ลือนามถิ่นบัวตอง

 

ประวัติศาสตร์ - ความเป็นมา

การตั้งถิ่นฐาน หลังจากยุคหินผ่านไปแล้วขาดช่วงไปนาน ไม่สามารถคาดคะเนได้ว่าการตั้งถิ่นฐานในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นไปอย่างไร จนประมาณปี พ.ศ.1860 ตามหลักฐานเรื่อง

ราวอื่นที่คาดคะเนได้ ประวัติตำนานต่าง ๆ และคำบอกเล่าสืบต่อกันมา สรุปได้ว่าการตั้งถิ่นฐานในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน เกิดจากการอพยพเข้ามาของคนต่างถิ่นในบริเวณใกล้เคียง

โดยเฉพาะชาวไทยใหญ่ จากรัฐฉานของพม่า จะเห็นได้จากเรื่องราวในพงศาวดารโยนกกล่าวถึงเมืองปายและเมืองยาวใต้ว่า เมืองปายเเดิมเรียกว่า บ้านดอน ชาวพม่าชื่อพะก่าซอ

ได้พาผู้คนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และทำให้บ้านดอนเป็นเมืองที่มั่นคงแข็งแรงส่วนการตั้งถิ่นฐานบริเวณอื่น บริเวณที่เป็นอำเภอปายในปัจจุบัน มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่าบ้านน้ำฮู

ตำบลเวียงใต้ ก่อตั้งมาประมาณ300ปี มาแล้ว เจ้าฟ้าเมืองปายในสมัยนั้นได้เรียกชาวบ้านจ๋าม จากรัฐฉาน เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่บ้านน้ำฮูและมอบนาให้เป็นที่ทำกินการขยายตัวของหมู่บ้าน

ต่าง ๆ เริ่มแรกออกไปทำไร่ทำสวนก่อนเมื่อมีจำนวนมากขึ้นก็จะอพยพไปตั้งบ้านเรือนอยู่ร่วมกัน จนกลายเป็นหมู่บ้าน ต่อมาเมื่อมีการตั้งถิ่นฐานได้มั่นคงแล้วผู้ปกครองเมืองจึงจัดระบบ

การบ้านเมืองให้เป็นรูปแบบเมืองหน้าด่านโดยยกเมืองแม่ฮ่องสอนเป็นเมืองหน้าด่าน ในปี พ.ศ. 2417 มีขุนยวม เมืองปายเป็นเขตแดน เมืองยวมเป็นเมืองรอง ให้มีเจ้าฟ้าปกครองเมือง

และจัดให้เป็นส่วนหนึ่งของเชียงใหม่เรียกว่า บริเวณเชียงใหม่ตะวันตก ต่อมาเปลี่ยนเป็นบริเวณพายัพเหนือและสุดท้ายเปลี่ยนเป็นจังหวัดแม่ฮ่องสอนยุคก่อนประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ใน

ยุคนี้ ไม่มีหลักฐานด้านเอกสารบันทึกไว้คงได้จากหลักฐานทางโบราณคดี ที่ขุดค้นได้จากที่อยู่ในอำเภอเมือง ฯ และอำเภอขุนยวมซึ่งบ่งบอกว่าในสมัยนั้นผู้คนในแถบนี้ เป็นมนุษย์ยุคหิน

ประมาณ 7,000 - 4,500 ปีมาแล้วชีวิตความเป็นอยู่ต้องอาศัยธรรมชาติโดยตรงต่อมาอีกระยะหนึ่งได้มีการพัฒนาสภาพการเป็นอยู่มากขึ้น โดยรู้จักทำอาวุธสำหรับล่าสัตว์ เช่น

เครื่องมือหินลับ หินขัดหลายชนิด ยุคนี้ผ่านไปโดยไม่สามารถทราบเรื่องราวที่ต่อเนื่องยุคสร้างบ้านแปงเมือง ยุคนี้เริ่มมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ให้ได้ศึกษาค้นคว้าบ้าง เช่น

พงศาวดารโยนก และประวัติบุคคล พอสรุปประวัติความเป็นมาของจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้ว่าเมืองปายเดิมเรียกว่า บ้านดอน เพราะตั้งอยู่บนที่ดอน มีแม่น้ำสองสายไหลผ่าน

คือแม่น้ำปายและแม่น้ำเมือง เป็นบริเวณที่ชาวพม่าชื่อ พะก่าซอเคยมาตั้งทัพเพื่อหาโอกาสเข้าโจมตีเมืองเชียงใหม่ พะก่าซอได้พัฒนาบ้านเมืองจนเป็นปึกแผ่นมั่นคง

ต่อมาในสมัยพระเจ้าไชยสงคราม (ประมาณพุทธศตวรรษที่ 19) ได้นำทัพมาตีหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ และได้รับแต่งตั้งให้ปกครองบ้านดอนในเวลาต่อมา ส่วนเมืองยวมใต้

เป็นเมืองหน้าด่านของเชียงใหม่ ที่จะคอยป้องกันการรุกรานของพม่าเมื่อประมาณปี พ.ศ.1944 กษัตริย์เชียงใหม่คือ พระเจ้าสามฝั่งแกนได้เนรเทศเจ้าท้าวลกราชบุตร องค์ที่ 6

ที่ถูกใส่ความไปครองเมืองพร้าววังหิน ซึ่งเป็นถิ่นทุรกันดาร ต่อมาถูกใส่ความอีก ถึงถูกเนรเทศให้ไปครองเมืองยวมใต้จนถึงปี พ.ศ. 1985 ได้กลับไปแย่งชิงราชสมบัติได้สำเร็จ สถาปนา

ตนเองเป็นกษัตริย์พระนาม พระเจ้าติโลกราชหลังจากนั้นเมืองยวมใต้ ก็เป็นเมืองหน้าด่านของเชียงใหม่ที่จะคอยปกป้องการรุกรานของพม่าอีกหลายสมัย จนกระทั่งพม่าตกเป็นเมืองขึ้น

ของอังกฤษเมื่อประมาณปี พ.ศ.2374 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระเจ้าโหตรประเทศราชาธิบดี (พระยาเชียงใหม่มหาวงศ์)ได้ให้เจ้าแก้วเมืองมา ออกจับช้างป่าไป

ใช้งาน เจ้าแก้วเมืองมาได้เดินทางมาทางเมืองปายพบพื้นที่แห่งหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำปาย เป็นบริเวณที่หมูป่ามาหากินเป็นจำนวนมาก เห็นว่าเป็นทำเลดีเหมาะที่จะตั้งเป็นบ้านเมือง จึงได้

รวบรวมชาวบ้านซึ่งเป็นคนไต (ไทยใหญ่)มาอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้าน แล้วแต่งตั้งชาวไตชื่อ พะก่าหม่อง เป็นหัวหน้าปกครองหมู่บ้านตั้งชื่อหมู่บ้านว่า บ้านโป่งหมู ต่อมาเพี้ยนเป็น ป๋างหมู

หรือบ้านปางหมูอยู่ห่างจากตัวจังหวัดแม่ฮ่องสอนปัจจุบันไปทางเหนือประมาณ 6กิโลเมตรเมื่อจัดตั้งหมู่บ้านเสร็จแล้ว เจ้าแก้วเมืองมาได้เดินทางล่องลงมาทางใต้จนถึงลำห้วยแห่งหนึ่ง

มีชาวไทยใหญ่ตั้งบ้านเรือนอยู่ก่อนแล้ว จึงตั้งคอกฝึกช้างป่า ณ บริเวณนั้นและได้มอบหมายให้แสนโกม บุตรเขยพะก่าหม่องออกไปชักชวนชาวไทยใหญ่ให้มาตั้งบ้านเรือนอยู่รวมกันเป็น

หมู่บ้าน แต่งตั้งแสนโกมเป็นผู้ปกครองหมู่บ้าน และตั้งชื่อหมู่บ้านว่า แม่ฮ่องสอน (แม่คือ แม่น้ำ ฮ่อง คือ ร่องน้ำสอนคือ เรียน) หมายถึงร่องน้ำอันเป็นสถานที่ฝึกสอนช้างป่า

ต่อมาในปี พ.ศ.2399 ในสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ได้เกิดการสู้รบกันในหมู่บ้านไทยใหญ่ ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำคง (แม่น้ำสาละวิน)ทำให้ชาวไทยใหญ่ในเขตพม่าพากันอพยพ

ข้ามฝั่งแม่น้ำคง เข้ามาอยู่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ เช่น บ้านปางหมู บ้านแม่ฮ่องสอน บ้านขุนยวม และเมืองปายในการอพยพม่าครั้งนี้มีชาวไทยใหญ่ผู้หนึ่งชื่อ ชานกะเล ซึ่งตามตำนาน

ได้กล่าวว่าเป็นทหารเอก ของเจ้าฟ้าโกหร่าน เจ้าฟ้าไทยใหญ่ผู้ปกครองนครหมอกใหม่เจ้าฟ้าโกหร่านต้องการให้ชานกะเล ยกทัพไปตีเมืองแสนหวี เมืองเชียงรุ้ง และเมืองเชียงของ

หากชนะกลับมาจะแต่งตั้งให้เป็นมหาอุปราชแต่ชานกะเลเห็นว่าทั้งสามเมืองเป็นชาวไทยใหญ่ด้วยกัน จึงทัดทานไว้แต่ไม่เป็นผลเขาจึงหลบหนีไปจากเมืองหมอกใหม่และได้เดินทางมาถึง

บริเวณวัดผาอ่างปัจจุบันขณะนั่งพักได้ถูกเสือโคร่งเข้าตะครุบ แต่บังเอิญลูกสาวพระก่าหม่องชื่อคำใสได้ช่วยไว้ทันจากนั้นได้พากันไปอาศัยอยู่ที่บ้านโป่งหมู ของพระก่าหม่อง

ต่อมาพระก่าหม่องได้ยกนางคำใสให้เป็นภรรยาโดยที่ไม่ทราบว่าชานกะเลมีคนรักอยู่แล้วคือเจ้านางเมวดี หลานของเจ้าฟ้าโกหร่านในปี พ.ศ.2409 ได้เกิดการสู้รบระหว่างเจ้าฟ้าเมืองนาย

กับเจ้าฟ้าโกหร่านเจ้าฟ้าโกหร่านสู้ไม่ได้จึงหนีมาอยู่ที่เมืองปายพร้อมกับเจ้านางเมวดี ต่อมาได้คบคิดกับอัศวินชาวเขาเพื่อไปตีเมืองเชียงใหม่ โดยมีข้อตกลงว่าจะยกเจ้านางเมวดีให้

เมื่อชานกะเลทราบข่าวจึงรับไปยังเมืองปาย แล้วออกอุบายขออาสาไปตีเมืองเชียงใหม่แทนและขอประลองฝีมือกับทหารเอกของเจ้าฟ้าโกหร่าน จนสามารถฆ่าทหารเอกตายไปสองคน

แล้วได้ทัดทานไม่ให้เจ้าฟ้าโกหร่านไปตีเมืองเชียงใหม่ เจ้าฟ้าโกหร่านรู้ทันจึกโกรธมากหาโอกาสเข้าท่ารายชานทะเล แต่นางคำใสมาพบเข้าพอดีจึงเอาตัวเข้าขวางจึงถูกมีดของเจ้าฟ้า

โกหร่านปักอกตาย ชานกะเลได้รู้ซึ้งในน้ำใจของคำใสและเพื่อทดแทนน้ำใจของนางเขาจึงไม่กลับไปยังเมืองหมอกใหม่จึงได้พาเจ้านางเมวดีคืนสู่บ้านโป่งหมูแล้วอพยพครอบครัวไปสร้าง

บ้านที่ขุนยวมโดยรวบรวมชาวไทยใหญ่และกะเหรี่ยงมาอยู่รวมกันตั้งเป็นหมู่บ้านในปี พ.ศ.2416 เจ้าบุรีรัตน์ได้ขึ้นปกครองเมืองเชียงใหม่ต่อจากพระเจ้ากาวิโลรสได้รับพระราชทานนามว่า

เจ้าอินทวิชยานนท์ และได้เรียกตัวชานกะเลเข้าเฝ้าและได้แต่งตั้งให้เป็นพญาสิงหนาท พ่อเมืองขุนยวมคนแรก เมื่อปี พ.ศ. 2417 พญาสิงหนาทได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ขุนยวม

จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพญาสิงหนาทราชา ให้ปกครองเมืองแม่ฮ่องสอนยกฐานะเมืองแม่ฮ่องสอน เป็นเมืองหน้าด่าน มีเมืองขุนยวม และเมืองปายเป็นเขตแดน

เมืองยวมได้แบ่งเป็นเมืองรองพญาสิงหราชราชา ได้พัฒนาเมืองแม่ฮ่องสอนให้เจริญขึ้นอย่างรวดเร็วมีการขุดคูเมืองและสร้างประตูเมืองขึ้นอย่างมั่นคง เขาถึงแก่กรรม เมื่อปี พ.ศ. 2427

ทางเจ้าผู้ครองเชียงใหม่ได้แต่งตั้งเจ้านางเมวดีขึ้นปกครองแทน ชาวแม่ฮ่องสอนเรียกว่า เจ้านางเมี๊ยะ  พ.ศ.2434 เจ้านางเมี๊ยะถึงแก่กรรม เจ้าอินทวิชยานนท์ ผู้ครองเมืองเชียงใหม่จึงได้

แต่งตั้งพญาเสมาราชานุรักษ์ เป็นพญาพิทักษ์สยามเขตให้ปกครองเมืองแม่ฮ่องสอนต่อมาพ.ศ.2443 ได้มีการจัดระบบการปกครองใหม่โดยได้รวมเมืองแม่ฮ่องสอน เมืองขุนยวม

เมืองปาย และเมืองยวน (แม่สะเรียง) เป็นหน่วยเดียวกัน เรียกว่า บริเวณเชียงใหม่ตะวันตก ตั้งที่ว่าการแขวงที่เมืองขุนยวม โดยแต่งตั้งนายโหมดเป็นนายแขวง และในปีเดียวกันทางเมือง

เชียงใหม่ได้แต่งตั้งขุนหลู่บุตรพญาพิทักษ์สยามเขตเป็นพญาพิทักษ์ฮ่องสอนบุรี พ.ศ.2446 ได้ย้ายที่ว่าการแขวงจากเมืองขุนยวมไปตั้งที่เมืองยวมแล้วเปลี่ยนชื่อเป็นบริเว

ณพายัพเหนือ ต่อมาในปี พ.ศ. 2450 พญาพิทักษ์สยามเขตถึงแก่กรรมทางเมืองเชียงใหม่จึงแต่งตั้งพญาฮ่องสอนบุรีขึ้นปกครองแทน พ.ศ.2453 ได้มีการตั้งเมืองจัตวาขึ้นกับ

มณฑลพายัพย้ายที่ตั้งแขวงจากเมืองยวมมาตั้งที่แม่ฮ่องสอนให้ชื่อว่าจังหวัดแม่ฮ่องสอน แล้วโปรดเกล้า ฯให้พระศรสุรราช (เปลื้อง)มาปกครองเมืองแม่ฮ่องสอนนับว่าเป็นผู้ว่าราชการ

จังหวัดแม่ฮ่องสอนคนแรกระหว่าง พ.ศ.2484 - 2488 ทหารญี่ปุ่นได้เดินทัพผ่านประเทศไทยไปประเทศพม่าได้เข้ามาเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน ทางบ้านห้วยต้นนุ่น อำเภอขุนยวม

เมื่อปี พ.ศ.2484  ต่อมาในปี พ.ศ.2487 ทหารญี่ปุ่นได้ทะยอยกลับเข้ามาตั้งค่ายอยู่ในเขตอำเภอขุนยวมเป็นจำนวนมาก โดยได้ตั้งค่ายใหญ่อยู่ที่บริเวณลำห้วยหนองป่ากอ อยู่ห่างจาก

บ้านขุนยวมไปทางเหนือประมาณ 2 กิโลเมตรมีเต้นท์ที่พักประมาณ 1,000 เต้นท์ ทหารญี่ปุ่นที่บาดเจ็บ ได้นำมารักษาที่หน่วยพยาบาลวัดบ่ายต่อทหารญี่ปุ่นได้ถอยทัพกลับมาจาก

ประเทศพม่าประมาณหนึ่งแสนคนและได้เจ็บป่วยล้มตายไปไม่น้อยกว่าเจ็ดพันคนเมื่อสงครามยุติลงทหารญี่ปุ่นได้เดินทางกลับไปทางอำเภอเมือง ฯอีกส่วนหนึ่งกลับไปทางบ้านปางอุ๋ง

อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่